เชียงรายกดดันกว่า!โปลิศเทโรหวังบุกเซอร์ไพรส์ ช้าง เอฟเอคัพ

ผู้จัดการทีมมังกรไฟเผยสภาพผู้เล่นพร้อมเต็มที่ก่อนบุกเยือน เชียงราย ศึกช้าง เอฟเอคัพ รับเป็นแม้รองแต่ฟุตบอลนัดเดียวอะไรก็เกิดขึ้นได้

ธัญญะ วงศ์นาค ผู้จัดการทีม โปลิศ เทโร เอฟซี เผยว่าทัพมังกรไฟมีความพร้อมสมบูรณ์เต็มที่ ก่อนออกไปเยือน เชียงราย ยูไนเต็ด ในฟุตบอลช้าง เอฟเอคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ทั้งคู่เพิ่งมีคิวดวลกันในโตโยต้า ไทยลีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ก่อนเตรียมโคจรมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ในศึกฟุตบอล “น็อคเอาท์” ช้าง เอฟเอคัพ

ขณะที่ “บิ๊กแมน” กล่าวถึงเกมนี้ว่า “ความพร้อมตอนนี้ถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์ เราไม่มีปัญหาเรื่องผู้เล่นบาดเจ็บ ที่สำคัญผลงานช่วงหลังเราเริ่มดีขึ้น ทำให้ในแง่ขวัญและกำลังใจถือว่าดีเยี่ยมเช่นกัน”

“ฟุตบอลถ้วยนี้ เราค่อนข้างโฟกัสพอสมควร เพราะอย่างที่บอกว่าเรายังมีลุ้นทั้ง 2 รายการ นอกจาก โตโยต้า ลีกคัพ แล้ว ช้าง เอฟเอคัพ เป็นอีกหนึ่งรายการที่สำคัญมากๆ และหากมองดูตารางคะแนนใน โตโยต้า ไทยลีก ตอนนี้ ถือว่าเราค่อนข้างลอยตัวแล้ว ซึ่งเราอยู่อันดับ 12 ห่างจากโซนตกชั้นถึง 12 คะแนน ทำให้เราโฟกัสฟุตบอลถ้วยได้เต็มที่”

“ฟุตบอลนัดเดียวแบบนี้ เรายังเชื่อว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญเราไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องกดดันมากกว่า ดังนั้นเราหวังว่าจะบุกมาสร้างเซอร์ไพรส์กลับไปเช่นกัน” บิ๊กแมนกล่าวปิดท้าย

ฟุตบอลช้าง เอฟเอคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง เชียงราย ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบกับ โปลิศ เทโร เอฟซี แข่งขันวันพุธ ที่ 27 กันยายนนี้ เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง True sport 2

Advertisements

ทางการ!ช้างศึก ยู-16 ตีตั๋วรอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย2018แล้ว

ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี คว้าสิทธิ์ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย ที่จะแข่งขันกันระหว่างวันที่ 20 กันยายน – 7 ตุลาคม 2560 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยสิทธิ์การเป็นรองแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุด 6 จาก 10 ทีม

ทัพช้างศึกยู16 สร้างสถิติ ชนะ 3 แพ้ 1 มี 9 คะแนน เป็นอันดับสองของกลุ่มจี รองจากอินโดนีเซียที่เป็นแชมป์กลุ่ม และเมื่อนำคะแนนไปคำนวน กับ อันดับสองของกลุ่มอื่น (ตัดผลการแข่งขันที่พบกับ ทีมอันดับที่ 4 และ 5 ของกลุ่มออกไป) ทำให้ทีมชาติไทย มี สามคะแนน ประตูได้เสีย +3

สรุปทีมที่เข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี มีดังนี้ มาเลเซีย (เจ้าภาพ), จอร์แดน (แชมป์กลุ่มเอ), ทาจิกิสถาน (แชมป์กลุ่มบี), อิหร่าน (แชมป์กลุ่มซี), อิรัก (แชมป์กลุ่มดี), เยเมน (แชมป์กลุ่มอี), เกาหลีเหนือ (แชมป์กลุ่มเอฟ), อินโดนีเซีย (แชมป์กลุ่มจี), ออสเตรเลีย (แชมป์กลุ่มไอ), ญี่ปุ่น (แชมป์กลุ่มเจ)

และ รองแชมป์ที่ดีที่สุด 5 จาก 9 ทีม ประกอบไปด้วย อินเดีย, โอมาน, ไทย, เวียดนาม ทำให้ตอนนี้มี 14 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นที่แน่นอนแล้ว โดยอีกสองทีมคือ แชมป์ของกลุ่ม เอช (เกาหลีใต้, จีน, เมียนมา, ฟิลิปปินส์) และ อัฟกานิสถาน หรือ รองแชมป์จากกลุ่มเอช

สำหรับการจับสลากการแข่งขัน รอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี จะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2561 โดยแบ่งโถดังนี้

โถ 1 : มาเลเซีย, อิรัก, อิหร่าน, ญี่ปุ่น

โถ 2 : เกาหลีเหนือ, โอมาน, เวียดนาม

โถ 3 : เยเมน, อินเดีย, ไทย, ออสเตรเลีย

โถ 4 : ทาจิกิสถาน, จอร์แดน, อินโดนีเซีย

บิ๊กแมตช์แข้งเทพส่งดราแกนยืนหอกหวังซัลโวกิเลน

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง มี “ธีราทร บุญมาทัน” ประสานรุกร่วมกับ “เฮแบร์ตี้-อัสซัมเซา-ธีรศิลป์” ปะทะ “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด นำทัพโดย “ขจร เจียรวนนท์” ประธานสโมสรพร้อมผู้นำดาวซัลโวไทยลีก “ดราแกน บอสโควิช” มาเยือนหวังแลกหมัดเกมคู่ใหญ่ชิงพื้นที่ “เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018”

การแข่งขันฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก เกมกลางสัปดาห์วันพุธที่ 20 ก.ย. 60 ที่สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม เวลา 20.00 น. “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมรองจ่าฝูงที่เพิ่งบุกชนะสุพรรณบุรี เอฟซี 4-1 มี 59 แต้มจาก 27 นัด เปิดบ้านรับมือ “แข้งเทพ”แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ล่าสุดเปิดรังชนะ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 2-0 รั้งอันดับ 3 ที่มี 56 แต้มจาก 27 นัด ถ่ายทอดสดช่องทรูสปอร์ต 2 และ ทรูสปอร์ตเอชดี 2

“โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน กุนซือใหญ่ “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยังต้องเช็กอาการบาดเจ็บนิ้วโป้งเท้าของ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นายด่านมือหนึ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับ อี โฮ กองกลางเกาหลีใต้ที่ยังไม่พร้อมในเกมนี้ โดยตัวความหวังยังเป็น 3 ประสานซัลโวทั้ง เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส, เลอันโดร อัสซัมเซา และ ธีรศิลป์ แดงดา

สำหรับ 11 ผู้เล่นตัวแรกที่คาดว่าน่าจะลงสนามให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ประกอบด้วย ประสิทธิ์ ผดุงโชค (ผู้รักษาประตู), ทริสตอง โด, เซลิโอ, นาโออากิ อาโอยาม่า, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ชาริล ชัปปุยส์, วัฒนา พลายนุ่ม, ธีราทร บุญมาทัน, เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส, ธีรศิลป์ แดงดา, เลอันโดร อัสซัมเซา

ด้าน “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทัพของ “ขจร เจียรวนนท์” ประธานสโมสรและ “มาโน่ เพิลคิ่ง” กุนซือแบงค็อก ยูไนเต็ด จะได้ แอนโทนี่ เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์ กองกลางทีมชาติไทยพ้นโทษแบนกลับมา อีกทั้งในส่วนของแดนหน้าจะมี ดราแกน บอสโควิช ผู้นำดาวซัลไทยลีกตอนนี้ที่ซัดไป 30 ประตู รวมถึง ธีรเทพ วิโนทัย ที่เพิ่งต่อสัญญาออกไปอีก 2 ปีลงสนามเยือนถิ่นเก่าด้วย

สำหรับ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าน่าจะลงสนามให้แบงค็อก ยูไนเต็ด ประกอบด้วย วรุฒ เมฆมุสิก (ผู้รักษาประตู), เอกชัย สำเร, พุทธินันท์ วรรณศรี, โยฮัน ทวาเรส, มานูเอล ทอม บีร์, เออร์เนสโต ภูมิภา, สรรวัชญ์ เดชมิตร, ปกเกล้า อนันต์, มาริโอ ยูรอฟสกี้, ดราแกน บอสโควิช, ธีรเทพ วิโนทัย

เสร็จภารกิจคัดบอลโลก! ช้างศึกกลับถึงไทย,นายกฯฉีด3ล้านบาท

ช้างศึก เดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยมี นายกสมาคมฯเดินทางมารับด้วยตัวเอง หลังจบฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย

วันที่ 6 กันยายน 2560 เวลา 21.30 น. ทีมชาติไทย เดินทางจากท่าอากาศยาน เมลเบิร์น เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กลับถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ สุวรรณภูมิ ด้วยเที่ยวบิน TG 466 หลังเสร็จสิ้นภารกิจในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย

ขุนพลช้างศึก บุกไปพ่าย ทีมชาติออสเตรเลีย 2-1 ที่เรคแทงกูลาร์ สเตเดี้ยม วันที่ 5 กันยายน 2560 ทำให้จบศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้ายนี้ ด้วยการมีเพียง 2 คะแนนจาก 10 นัด ซึ่งแม้ว่าจะตกรอบและเป็นทีมเดียวที่ไม่ชนะใคร แต่ก็ยังมีแฟนบอลมารอต้อนรับและให้กำลังใจกันไม่น้อย ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นทีเดียว รวมถึงยังมี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯเดินทางมารับด้วยตัวเอง พร้อมอัดฉีด 3 ล้านบาทหลังมองว่าแพ้ ซ็อคเกอร์รูส์ แบบได้ใจ

ขณะที่สถานการณ์ในกลุ่มบีนี้ เป็น ทีมชาติญี่ปุ่น และ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย ที่คว้าตั๋วผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย แบบอัตโนมัติ ส่วน ทีมชาติออสเตรเลีย ต้องไปเพลย์ออฟกับอันดับ 3 ของกลุ่มเอ อย่าง ทีมชาติซีเรีย เพื่อหาผู้ชนะไปเพลย์ออฟครั้งสุดท้ายกับทีมจากโซนคอนคาเคฟต่อไป ซึ่งจะเล่นในรูปแบบเหย้าและเยือนทั้งหมด

สำหรับโปรแกรมต่อไป ทีมชาติไทย จะเดินทางไปอุ่นเครื่องพบกับ ทีมชาติเมียนมาร์ ภายใต้ปฏิทินฟีฟ่าเดย์ วันที่ 5 ตุลาคม 2560

เจาะ 5 เหตุผล ทำไม “สุภโชค” โดดข้ามชุดซีเกมส์สู่ช้างศึกชุดใหญ่

กลายเป็นประเด็นร้อนๆสุดๆของฟุตบอลไทย เมื่อสุภโชค สารชาติ สตาร์วัย 19 ของบุรีรัมย์ มีชื่อติดทีมชาติไทยชุดลุยฟุตบอลโลก ของมิโลวาน ราเยวัช ที่เป็นประเด็นได้ เพราะ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ สุภโชค เพิ่งจะหลุดจากทีมซีเกมส์ แต่ไปๆมาๆ กลับพาสชั้น มาติดธงชุดใหญ่ได้อย่างเซอร์ไพรส์ทีเดียว คำถามที่ น่าสนใจก็คือ ทำไม “เจ้าเช็ก” ถึงได้ก้าวกระโดดไปไกลเร็วขนาดนี้ และเหตุผลอะไร ทำไมทีมซีเกมส์ไม่ติด แต่ติดทีมชาติชุดใหญ่ทันที

1) ราเยวัช ให้โอกาสดาวรุ่งมาตลอดอาชีพ

เป็นแนวทางการทำทีมที่ชัดเจนของมิโลวาน ราเยวัช เจ้าตัวเปิดเผยว่า ตลอดการทำงานของเขา มักจะให้โอกาสดาวรุ่งพรสวรรค์ในทีมชาติชุดใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งสุภโชค มีความสามารถในตัว และทีมชาติก็จะได้ประโยชน์

ย้อนกลับไปในปี 2010 ราเยวัช คุมทีมชาติกาน่า ไปฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ เขาเจอปัญหาใหญ่ เมื่อสเตฟาน อัปเปียห์ กับ ซุลเลย์ มุนตารี่ สองคีย์แมนได้รับบาดเจ็บ ปรากฎว่า ราเยวัช ไปดึงเอาอังเดร อายิว กองกลางวัย 20 ปี มาติดทีมชาติ นอกจากนั้นยังเรียกดาวรุ่งวัยไม่เกิน 21 มาอีก 4 คน ในบอลโลกครั้งนั้น ซึ่งผลลัพธ์คือกาน่า เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก บางทีไอเดียการให้โอกาสดาวรุ่ง อาจจะเวิร์กกับไทย เหมือนที่เคยเกิดกับกาน่าก็ได้

2) เป็นเวลาที่เหมาะสม

ทีมชาติไทย ในเวลานี้ ตกรอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแบบ 100% แล้ว เท่ากับว่า การเล่นกับอิรัก และออสเตรเลีย เล่นเพื่อศักดิ์ศรี และเพื่อทำให้โปรแกรมครบเท่านั้น ในอีกมุมหนึ่ง เกมที่ความกดดันไม่มากเกินไปแบบนี้ เป็นโอกาสดี ที่จะให้ดาวรุ่งมาสัมผัสกับบรรยากาศ เกมระดับเอเชียของจริง ถ้าสุภโชคได้โอกาสลงสนาม ในสองนัดนี้ มันจะเป็นประโยชน์ให้เขาอย่างแน่นอน ในอนาคตภายภาคหน้า

3) สไตล์การเล่นเหมาะกับชุดใหญ่มากกว่า

ราเยวัช ให้สัมภาษณ์ว่า เข้าใจการตัดสินใจของโค้ชโย่ง วรวุฒิ ศรีมะฆะ ที่ไม่ดึงตัวสุภโชคไปติดทีม u-23 เพราะโค้ชแต่ละคนก็มีแนวทางการทำทีมของตัวเอง ตามแผนของโค้ชโย่งนั้น ใช้ระบบกองหน้าตัวเป้าเป็นหลัก หนึ่งคนต่อเกม ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้งาน เจนรบ สำเภาดี กับ สิทธิโชค กันหนู ที่เป็นสไตรเกอร์แบบธรรมชาติ เป็นพวกพักบอลดี และแย่งโหม่งได้

ตรงข้ามกับ สุภโชค ที่ตัวเล็กๆ คล่องแคล่ว เอาตัวรอดที่แคบๆดี จนคนยกไปเปรียบเทียบกับ อันเดรส อิเนียสต้า ตำแหน่งดีที่สุดของเขาคือ กองหน้าตัวต่ำ ที่คอยสอดขึ้นไปจบสกอร์ ซึ่งด้วยการเล่นแบบต่อบอลสั้นๆ ที่เขาถนัด ดูจะเหมาะกับทีมชาติชุดใหญ่มากกว่า ชุดซีเกมส์ ที่ดูจะเน้นเรื่องพละกำลังมากกว่า

4) ฟอร์มดีจนปฏิเสธไม่ได้

9 นัด 7 ประตู กับอีก 1 แฮตทริกการันตีความสามารถของหนุ่มคนนี้ได้เป็นอย่างดี การที่คุณลงเล่นกับทีมลุ้นแชมป์อย่างบุรีรัมย์ คุณต้องการันตีฝีเท้าในระดับนึงแน่ๆ

สุภโชค ไม่เพียงแต่เป็นดาวรุ่ง แต่เขาพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ 1 ปี ประตูที่เขายิงเต็มไปด้วยความเหนือชั้น และความเข้าใจเกม สถิติการทำประตูบอกทุกอย่างได้ชัดเจนอยู่แล้ว

กวาดสายตาไปดูกองหน้าไทยที่ฟอร์มแจ๋วๆมีไม่กี่คน ดังนั้น สุภโชค ที่เล่นดีขนาดนี้ จะให้ติดธงชุดใหญ่เลย ก็ไม่ใช่เรื่องที่เซอร์ไพรส์อะไร

5) ฟุตบอลโลกสองนัด อาจเหมาะกว่าเกมทัวร์นาเมนต์ยาว

สุภโชค เจ็บไป 2 เดือนเมื่อช่วงมีนาคม จากนั้นหายกลับมา ในเดือนพฤษภาคม ลงเล่นแค่แว้บเดียว ก็เจ็บอีก ต้องพักไปอีกหนึ่งเดือน ดังนั้น การที่ต้องลงเล่นรัวๆติดกันใน 2 วัน สองสัปดาห์ติดๆกัน ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาแน่

ซีเกมส์เป็นทัวร์นาเมนต์ที่โหดเอาเรื่อง นักเตะต้องแข่งกันทุกสองวัน ว่าจะจบรอบแรกก็มี 5 แมตช์ และถ้าเข้ารอบรอง กับรอบชิงได้ ก็ต้องเพิ่มไปอีก 2

การกรำศึกหนักขนาดนี้ อาจส่งผลให้คนที่เพิ่งหาย มีอาการกำเริบขึ้นมาอีก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นการดีกับใครเลย

กับทีมชาติชุดใหญ่ แม้จะซ้อมอย่างเข้มข้น แต่เกมแข่งจริงก็มีแค่ 2 นัดเท่านั้น คือ เจออิรัก 31 ส.ค. และ 5 ก.ย. แถมสุภโชคก็คงไม่ได้เป็นคีย์แมนที่ลงทุกนัด ดังนั้น สภาพร่างกายของเขา น่าจะโอเคกว่าการไปเล่นซีเกมส์ที่จัดว่าทรหดมากๆในปีนี้

“ไซ้”เปิดใจมีชื่อร่วมทัพช้างศึก-ปลื้มได้พบ2ไอดอล

“เจ้าไซ้”วันชัย จารุนงคราญ แบ็กซ้ายจาก แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี สุดทึ่ง ติดทีมาติไทย ชุดใหญ่ หนแรก หลังจากรู้มาจาก “โค้ชเตี้ย”สะสม พบระเสริฐ กุนซือ “อินทรีทัพฟ้า”ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังอดปลื้มใจไม่หายที่จะได้เจอกับ 2 ไอดอลตัวเป็นๆทั้ง ธีราทร บุญมาทัน กับ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา 2 แข้งจาก เอสซีจี เมืองทองฯ ที่เจ้าตัวบอกว่าศึกษามาตลอด แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้วิถีเกมรับของ มิโลวาน ราเยวัช เฮดโค้ช “ช้างศึก”ที่เน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ พ่วงด้วยเพิ่มความดุดดันเข้าไ

จากกรณีที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ร่อนจดหมายไปยัง แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี จ่าฝูง เอ็ม 150 แชมเปี้ยนส์ขิพ ที่มีลุ้นเลื่อนตชั้นสู่โตโยต้า ไทยลีก 2017 เพื่อขอดึงตัว “เจ้าไซ้”วันชัย จารุนงคราญ แบ็กซ้ายวัย 20 ปี เข้าไปร่วมทัพทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในการร่วมซ้อมก่อนที่จะตัดเหลือ 23 คนสุดท้าย ลุย 2 เกมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่ม บี วันที่ 31 ส.ค.60 พบ อิรัก (ห) และวันที่ 5 ก.ย.60 พบ ออสเตรเลีย (ย)

อย่างไรก็ตามการเข้ามาสู่ระบบ “ช้างศึก”หนนี้ ถือว่าเป็นการติดทีมชาติครั้งที่สองของ วันชัย จารุนงคราญ หลังจากปีที่แล้วร่วมทีมฟุตบอลในการเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปคว้าเหรียญทองกีฬา ม.อาเซียน สมัยที่ 14 ณ ประเทศสิงคโปร์ มาครองได้สำเร็จ

โดยนัดชิงชนะเลิศ วันที่ 17 ก.ย.59 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชโป้ง”กฤษณ์ สิงห์ปรีชา เขาลงเล่นเป็น 11 ตัวจริงให้กับทีม ก่อนจะเป็นฟันเฟืองในกราบซ้าย เอาชนะ ติมอร์ เลสเต้ ไป 3-0 ซึ่งมีเพื่อนร่วมทีมอย่าง “ศักดิ์ดาบสอง”อนุศักดิ์ เหล่าแสงไทย กับ “อะตอม”ณัฐปคัลภ์ กลีบบัว อดีต 2 เยาวชนทีมฟุตบอล ทีมชาติไทย ที่เวลานี้กำลังลุ้นพา บียู เดฟโฟ ทะยานจาก ที 3 ขึ้นมา ที 2 ในซีซั่นหน้า อยู่ในทีมด้วย

“เจ้าไซ้”ได้เปิดใจหลังจากมีชื่อครั้งนี้ว่า “ช่วงที่ มิโลวาน ราเยวัช เข้ามาดูทีม แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับตัวผม แต่เราเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (3 สิงหาคม) พี่เตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ได้โทรเข้ามาหาผมแล้วอกว่า “ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เรียกเอ็งเข้าไปหว่ะ”

“นาทีแรกที่ผมได้ยินเรื่องดังกล่าว ก็ถือว่าเราโอเคระดับหนึ่งเพราะผลงานที่เราเล่นให้กับต้นสังกัดอย่าง แอร์ฟอร์ซเซ็นทรัล เอฟซี ด้วย แต่ยอมรับว่าดีใจมากครับ ที่ผมจะได้เล่นกับ 2 ไอดอลในตำแหน่งเดียวกัน ทั้ง พี่อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) และพี่บาส (พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา)”

ดาวรุ่ง “อินทรีทัพฟ้า”บอกอีกว่า “ผมชอบที่จะศึกษาผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกัน อย่างการเล่นแบ็กซ้ายก็มีพี่อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) และพี่บาส (พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา) เป็นไอดอล เพราะต้องการดูคุณสมบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมรุกหรือรับที่พี่เขาเล่นมา”

“ส่วนการึกษาทีมชาติไทย ชุดใหญ่ หลังจากที่ มิโลวาน ราเยวัช เช้ามาทำทีมแล้ว ก็พบว่าเขามักจะเน้นเกมรับเป็นพิเศษ แต่เราเองก็สมควรที่จะเพิ่มลูกดุดันเข้าไปเช่นกัน หากง่าต้องการที่จะเป็น 1 ใน 23 ตน ที่เขาจะเลือกใช้งานในฟุตบอลโลก ที่เหลืออีก 2 แมตช์”

“กันยายน” เดือนตัดสินแชมป์ โตโยต้า ไทยลีก 2017

เหลือเพียง 9 นัดก็จะได้บทสรุปแล้วว่าทีมไหนจะคว้าแชมป์ โตโยต้า ไทยลีก 2017 ตอนนี้เหลือการแข่งขันของม้า 3 ตัวเท่านั้น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง, แบงค็อก ยูไนเต็ด

ตลอดเดือนสิงหาคม โปรแกรมไทยลีกจะหยุดพักให้กับทีมชาติ และจะกลับเตะอีก 4 นัดในเดือนกันยายน ซึ่งแต่ละสัปดาห์จะเพิ่มความชัดเจนในการลุ้นแชมป์มากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน   (นัดที่ 26)

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด  พบ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

ปราสาทสายฟ้า ต้องเจอกับคู่แข่งที่สูสี ถ้าสะดุดแพ้หรือเสมอ อาจทำให้ช่องว่างลดลงเหลือแค่ 3-4 แต้ม อดีตกุนซือเก่าอย่าง อเล็กซานเดร กาม่า น่าจะเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นไม่มีทางเลือก เล่นในบ้านต้อง 3 แต้ม แต่ถ้าจะมีสักทีมในโปรแกรมที่เหลือที่พอจะหยุดบุรีรัมย์ได้ เชียงรายก็ถือว่ามีลุ้นมากที่สุดทีมหนึ่ง

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี

ในสองฤดูกาลหลังสุด เมืองทอง ชนะ ราชบุรี ในเอสซีจี สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 3-0 ทั้งสองซีซั่น ดังนั้นเมื่อสถิติเป็นต่อแบบนี้ โอกาสเก็บสามแต้มก็ถือว่าเป็นไปได้สูง

พัทยา ยูไนเต็ด พบ แบงค็อก ยูไนเต็ด

6 เกมหลังสุด พัทยามีสถิติ ชนะ 5 เสมอ 1 เป็นทีมที่ฟอร์มดีสุดยอด แต่การมาเจอกับแบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ชนะมา 8 นัดติดต่อกัน ก็น่าจะทำให้เกมนี้ เป็นนัดที่สนุกมาก จริงอยู่แบงค็อกเป็นต่อ แต่การไปเยือนพัทยาไม่ใช่งานง่าย เกมนี้อาจมีเซอร์ไพรส์ได้

———————————

วันเสาร์ที่ 16 และ อาทิตย์ 17 กันยายน (นัดที่ 27)

ศรีสะเกษ เอฟซี พบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

“กูปรีอันตราย” แข็งแกร่งเวลาเล่นในบ้าน พวกเขาแสดงให้เห็นมาแล้ว ในเกมเจอเมืองทอง ในสถานการณ์ที่กำลังลุ้นหนีตกชั้น คงเป็นงานหนักของ บุรีรัมย์ ในการบุกมาเก็บ 3 คะแนนในเกมนี้ แม้สภาพทีมโดยรวมจะได้เปรียบเยอะก็ตาม

แบงค็อก ยูไนเต็ด พบกับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

เกมช้างเอฟเอคัพ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมน่าจะแสดงให้เห็นแล้วว่าลูกทีมของ มิลอส โจซิค พ่ายเจ้าถิ่นอย่างหมดรูป นัดนี้คงไม่มีปัญหาสำหรับ แบงค็อก ยูไนเต็ด

สุพรรณบุรี เอฟซี พบกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

เอสซีจี เมืองทอง ไม่แพ้ สุพรรณบุรี 4 นัดติดต่อกันแล้ว อีกทั้งเจ้าถิ่นฟอร์มไม่ดีในช่วง 5 นัดหลังสุด ชนะแค่นัดเดียวเท่านั้น แถมเกมในบ้านนัดล่าสุดแพ้พัทยายับ 0-3 ดังนั้น ถ้าเมืองทอง เล่นได้ตามฟอร์มก็มีโอกาสชนะเช่นกัน

——————————–

วันพุธที่ 20 กันยายน 2560

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ บางกอกกล๊าส เอฟซี

งานยากของ บุรีรัมย์ อีกครั้ง แต่ได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลใน ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม น่าจะผ่านไปได้สำหรับลูกทีมของ โบซิดาร์ บันโดวิช อีกทั้งบีจี ช่วงหลังเกมเยือนไม่ดีเอาซะเลย แพ้แบงค็อก แพ้ราชบุรี เสมอศรีสะเกษ ดังนั้น เกมนี้ยากที่จะมีแต้ม

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ แบงค็อก ยูไนเต็ด

นี่เป็นเกมที่อาจเป็นบทสรุปของทั้งสองทีมในฤดูกาลนี้ ถ้าทีมไหนชนะ ก็จะมีแรงเดินหน้าไปสู้กับบุรีรัมย์ต่อ แต่หากใครแพ้ เกมโอเวอร์ การเจอกันในซีซั่นนี้ ที่บ้านแบงค็อก เมืองทองบุกชนะ 4-2 แต่ถ้าย้อนกลับไปในซีซั่นที่แล้วที่เอสซีจี สเตเดี้ยม แบงค็อกบุกมาเอาชนะได้ถึงถิ่น ดังนั้น ทั้งสองทีมมีโอกาสใกล้เคียงกัน และน่าจะแลกกันเต็มสูบด้วย เพราะผลเสมอ ไม่ดีกับใครเลย

———————————

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560

ราชบุรี มิตรผล เอฟซี พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ราชบุรี เป็นทีมเดียวในลีก ที่บุกชนะได้ถึงไอโมบาย สเตเดี้ยม ฤดูกาลนี้ และการกลับมาเล่นที่มิตรผล สเตเดี้ยม เป็นงานหินของทุกทีม ดังนั้น นี่จะเป็นโปรแกรมที่โหดที่สุดของบุรีรัมย์ในเดือนกันยายน

แบงค๊อก ยูไนเต็ด พบกับ ซุปเปอร์พาวเวอร์ สมุทรปราการ

เกมนี้ ไม่มีปัญหาแน่นอน แบงค็อก คือทีมเกมรุกอันดับหนึ่งในลีก ส่วน เดอะ พาวเวอร์ เสียกระจุยทุกนัด เกมนี้บียูชนะแน่ คำถามคือกี่ลูกแค่นั้น

ราชนาวี เอฟซี พบกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

แม้จะโดน บีจี ถล่มเละ 6-1 ในถ้วยช้าง เอฟเอ คัพ แต่ราชนาวี ยังคงมีดีในบ้าน พวกเขาเคยทำให้ เชียงราย กับ ราชบุรี น้ำตาตกมาแล้ว ฉะนั้น ‘กิเลนผยอง’ ก็ห้ามประมาท อย่าลืมทีเด็ดน้าฉ่วย อันตรายเสมอ

———————————

จากโปรแกรมแล้ว 4 นัดของบุรีรัมย์ ดูจะหนักที่สุด พวกเขาต้องไปเยือน ศรีสะเกษ และ ราชบุรี ที่แกร่งในบ้าน ส่วนเกมที่ไอโมบายสองนัด ก็เจอทั้งเชียงราย และบีจี ซึ่งเป็นกลุ่มท็อปไฟว์ในตารางคะแนน แต่ถ้า 4 เกมนี้บุรีรัมย์ผ่านได้หมด พวกเขาแชมป์แน่นอน

ขณะที่ เมืองทอง กับ แบงค็อก อาจจะมีงานเบากว่า แต่ทั้งคู่มีเงื่อนไขคือ ต้องเก็บชัยชนะให้ได้ทั้ง 4 นัด แล้วไปลุ้นให้บุรีรัมย์สะดุดบ้าง โดยเฉพาะในเกมวันพุธที่ 20 ก.ย. ที่ทั้งสองทีมเจอกันเอง อาจเป็นตัวชี้วัดเลยว่า ทีมไหน จะได้ไปต่อในเกมการลุ้นแชมป์ซีซั่นนี้