คอนเต้ชมแข้งดาวรุ่งสิงห์ฟอร์มแจ่มดับทอฟฟี่

อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีมเชลซี ชมฟอร์มการเล่นของนักเตะหนุ่มทีม “สิงห์บลูส์” ว่าใช้โอกาสได้ดีเยี่ยม ในเกมชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-1 ถ้วยลีกคัพ รอบสี่ วันพุธที่ผ่านมา ยอมรับ การใช้เด็กเล่นเป็นการเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่มีทางพัฒนาฝีเท้าได้

อันโตนิโอ รือดิเกอร์ โขกให้เชลซีนำ 1-0 นาที 26 แต่ เอฟเวอร์ตัน สู้ได้ดีและทำให้ วิลลี่ กาบาเยโร่ มือกาวสำรองชาวอาร์เจนไตน์ ต้องออกแรงเซฟหลายครั้ง ทั้งยังมีจังหวะโดน อเดโมล่า ลุ้คแมน กองหน้าดาวรุ่งทอฟฟี่ ยิงชนคานด้วย ก่อนที่สุดท้ายจะได้ วิลเลี่ยน ยิงฝังให้ทีมนำ 2-0 ในนาทีสุดท้าย ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ได้ประตูปลอบใจไม่กี่อึดใจต่อมาจาก โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน กองหน้าดาวรุ่งเด็กปั้น

“ผมว่าเราเล่นดีแล้ว โดยเฉพาะครึ่งแรกที่เราสร้างโอกาสทำประตูได้หลายครั้ง จากนั้นครึ่งหลัง ผมว่าเรามีปัญหานิดหน่อย แต่มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติเพราะเอฟเวอร์ตันเป็นทีมที่ดี แล้วก็เพิ่งเปลี่ยนโค้ช ซึ่งในสถานการณ์ปกติแบบนี้พวกนักเตะจะพยายามมากขึ้น”

“เพราะเหตุนี้ เกมนี้จึงเป็นเกมอันตรายของเรา แต่ผมมีความสุขเพราะคืนนี้ผมได้เห็นอะไรดีๆ หลายอย่าง สำคัญสุดคือฟอร์มการเล่นของนักเตะดาวรุ่ง ผมคิดว่าคืนนี้ ชาร์ลีย์ มูซอนด้า กับ เคเนดี้ แล้วก็ (อีธาน) อัมปาดู ต้องไม่ลืมนะว่าพวกเขาเพิ่งอายุ 17 และผมว่าพวกเขามีเกมที่ดีมาก”

“เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเชื่อมั่นในตัวพวกเขา เพราะผมขอย้ำว่าพวกเขาสมควรได้โอกาสนี้ และคืนนี้ผมมีความสุขมากเพราะพวกเขาให้คำตอบที่ดี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีทีมดีๆ หลายทีม แต่เราพยายามจะให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งได้เล่นเกมแบบนี้ คุณรู้ว่ามันเสี่ยง แต่ถ้าคุณอยากพัฒนานักเตะ คุณก็ต้องให้โอกาสพวกเขาเล่นเกมยากๆ แบบนี้”

นอกจากชมเด็กแล้ว คอนเต้ไม่ลืมชมคนแก่อย่าง วิลลี่ กาบาเยโร่ ประตูจอมเก๋า ที่ช่วยทีมได้ดี แม้เสียดายที่ทีมเสียประตูก่อนจบเกม “ผมว่า คาบาเยโร่ เล่นดีมากเลยนะ แต่ถ้าผมจะหาอะไรติจากคืนนี้ คือเราเสียประตูในนาทีสุดท้าย และนั่นอาจเพราะเราไม่มีสมาธิพอ เพราะพอคุณนำ 2-0 แล้วเหลือนาทีเดียว คุณอาจไม่โฟกัสแล้ว แต่ผมขอย้ำนะว่า ผมพอใจแล้วเพราะนี่ไม่ใช่เกมง่ายเลย”

Advertisements

แข้ง”ชุดขาว”นำทัพ!เปิดโผทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2017

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้ทำการประกาศรายชื่อ 11 นักเตะที่ทีมยอดเยี่ยม ฟีฟ่า ฟิฟโปร 2017 หรือ “ฟีฟ่า ฟิฟโปร เวิลด์ XI 2017” ออกมาเรียบร้อย โดยมีผู้เล่น เรอัล มาดริด ติดมาถึง 5 ราย ด้วยกัน

สำหรับ ทีมยอดเยี่ยม ฟีฟ่า ฟิฟโปร ประจำปี 2017 ประกอบไปด้วย

ผู้รักษาประตู : จานลุยจิ บุฟฟ่อน (อิตาลี/ยูเวนตุส)

กองหลัง : มาร์เซโล่ (บราซิล/เรอัล มาดริด), เซร์คิโอ รามอส (สเปน/เรอัล มาดริด), เลอันโดร โบนุชชี่ (อิตาลี/ยูเวนตุส) ปัจจุบันอยู่กับ เอซี มิลาน, ดานี่ อัลเวส (บราซิล/ยูเวนตุส) ปัจจุบันอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

กองกลาง : โทนี่ โครส (เยอรมัน/เรอัล มาดริด), ลูก้า โมดริช (โครเอเชีย/เรอัล มาดริด), อันเดรส อีเนียสต้า (สเปน/บาร์เซโลน่า)

กองหน้า : ลีโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนติน่า/บาร์เซโลน่า), เนย์มาร์ (บราซิล/บาร์เซโลน่า) ปัจจุบันอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (โปรตุเกส/เรอัล มาดริด)

ชิรูด์ฮีโร่ซัดสุดแจ่มท้ายเกม!ปืนเฉือนซเวซด้า1-0ศึกยูโรปาลีก

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ รับบทฮีโร่ซัดประตูโทนนาทีที่ 85 ช่วย “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล บุกเยือนเฉือนชัยเหนือ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 1-0 นับเป็นชัยชนะสามนัดรวดพร้อมนำจ่าฝูงกลุ่มต่อไป ในศึกฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก กลุ่ม เอช เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา

สนาม : สตาดิโอน ราจโก้ มิติช

เซอร์เวน่า ซเวซด้า เกมนี้ได้ มิลาน โรดิช ฟิตกลับมาลงตัวจริงได้ นอกนั้นต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม หน้าเป้าวาง ริชมอนด์ โบอัคเย่ ล่าตาข่าย

”ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล นัดนี้ไม่มี ชโคดราน มุสตาฟี่, คาลัม แชมเบอร์ส, ซานติอาโก้ กาซอร์ล่า และ แดนนี่ เวลเบ็ค ที่เจ็บทั้งหมด แนวรุกนำมาโดย ธีโอ วัลค็อตต์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

ครึ่งแรกเริ่มมา 15 นาที ทีมเยือนทักทายก่อนเลย ร็อบ โฮลดิ้ง วางบอลไปให้ ธีโอ วัลค็อตต์ หลุดไปยิงด้วยซ้ายติดเซฟของ มิลาน บอร์ยาน

ต่อมานาที 20 เซอร์เวน่า ซเวซด้า ได้ลุ้นบ้าง ริชมอนด์ โบอัคเย่ แทงบอลไปให้ สลาโวลยุบ เซอร์นิช ส่องไกลด้วยขวาเฉี่ยวเสาไป

ขยับมานาที 26 เจ้าถิ่นเกือบขึ้นนำ เนนัด เคิร์สติซิช เปิดเตะมุมเข้าไปให้ ริชมอนด์ โบอัคเย่ โหม่งชนคานอย่างน่าเสียดาย

มาถึงนาที 38 “ปืนใหญ่” บุกขึ้นมา ฟร็องซิส โกเกอแล็ง จ่ายไปให้ มาติเยอ เดดอบูชี่ อัดด้วยขวาบอลไปติดบล็อกเต็มๆ

ท้ายครึ่งแรกนาที 44 อาร์เซน่อล ยังได้เสียวโมฮาเหม็ด เอลเนนี่ เปิดไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้โขกข้ามคานไป จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0

ครึ่งหลังผ่านมานาที 52 เซอร์เวน่า ซเวซด้า ได้ลุ้นก่อนเลย ฟิลิป สตอยโควิช เติมขึ้นมาก่อนครอสไปให้ เนนัด เคิร์สติซิช โหม่งไม่ผ่านมือ ปีเตอร์ เช็ก

อีกสี่นาทีต่อมา อาร์เซน่อล ได้โอกาสบ้าง แจ็ค วิลเชียร์ พาบอลขึ้นมาก่อนจ่ายให้ ธีโอ วัลค็อตต์ กดด้วยขวามุมแคบติดเซฟของ บอร์ยาน เหมือนกัน

ขยับมานาที 64 อาร์เซน่อล ยังลุยต่อ แจ็ค วิลเชียร์ เรียกฟรีคิกได้หน้าเขตโทษและเป็น รีสส์ เนลสัน ปั่นฟรีคิกแต่ยิงไปติดกำแพงไม่ได้ลุ้น

มาถึงนาที 71 เซอร์เวน่า ซเวซด้า ได้สวนขึ้นมา เนนัด เคิร์สติซิช ไหลบอลให้ มิทเชลล์ โดนัลด์ ได้ส่องไกลด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไป

ท้ายเกมนาที 80 เจ้าถิ่นมาเหลือผู้เล่น 10 คน มิลาน โรดิช ขึ้นโหม่งแล้วไปกางศอกใส่ ฟร็องซิส โกเกอแล็ง โดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกไป

อีกห้านาทีต่อมา “ปืนใหญ่” ที่คนมากกว่ามาได้ประตูชัย ธีโอ วัลค็อตต์ โหม่งต่อไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หมุนตัวยิงด้วยซ้ายเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม หลังจากนั้นทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม อาร์เซน่อล บุกมาชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 1-0

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เซอร์เวน่า ซเวซด้า : มิลาน บอร์ยาน – ฟิลิป สตอยโควิช, ดาเมียง เลอ ตัลเล็ก, วูยาดิน ซาวิช, มิลาน โรดิช – เนนัด เคิร์สติซิช, มิทเชลล์ โดนัลด์ – สลาโวลยุบ เซอร์นิช, เกย์ลอร์ ก็องก้า, เนมานย่า ราดอนยิช – ริชมอนด์ โบอัคเย่
สำรอง : ลูก้า อัดซิช, เนมานย่า ซูปิช, อูโร ราซิช, มาร์โก โกเบลยิช, เนนาด มิลิยาส, เซอร์ดาน บาบิช, อเล็กซานดาร์ เปซิช

อาร์เซน่อล : ปีเตอร์ เช็ก – มาติเยอ เดอบูชี่, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, ร็อบ โฮลดิ้ง – รีสส์ เนลสัน, ฟร็องซิส โกเกอแล็ง, โจเซฟ วิลล็อค, เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส – ธีโอ วัลค็อตต์, แจ็ค วิลเชียร์ – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์
สำรอง : จอร์ดี้ โอเซย ตูตู้, มาร์คัส แม็คกูเอเน่, โจชัว ดา ซิลวา, เบน เชอาฟ, เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคทาห์, แม็ตต์ มาเซย์, ชูบา อัคปอม

ผู้ตัดสิน : เบอนัวต์ บาสเตียง (ฝรั่งเศส)

สิงห์รอดตัว! “อาซาร์” เหมาเบิ้ลไล่ตีเจ๊าหมาป่ากรุงโรมสุดมัน 3-3

”สิงห์บลูส์” หวิดต้องพ่ายคา สแตมฟอร์ด บริดจ์ เสียแล้วหลังนำไปก่อน 2-0 แท้ๆ แต่โดนทีเด็ดของ “หมาป่ากรุงโรม” ยิงสามเม็ดรวดแซงนำท้ายสุดจะเป็น เอแด็น อาซาร์ ที่เกมนี้เหมาสองประตูโขกตีเสมอ 3-3 จบด้วยการแบ่งแต้มกันไป เชลซี ยังนำจ่าฝูงของกลุ่ม ซี ด้วยการยังไม่แพ้ใคร ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม ซี เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

”สิงห์บลูส์” เชลซี ฟอร์มย่ำแย่แพ้ในลีกมา 2 นัดติด เกมนี้ไม่มี วิคเตอร์ โมเสส, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ที่เจ็บทั้งหมด แนวรุกนำมาโดย เอแด็น อาซาร์ และ อัลบาโร่ โมราต้า ที่ฟิตกลับมาลงเป็นตัวจริง

”หมาป่า” โรม่า นัดนี้ไม่มี คอสตาส มาโนลาส กองหลังตัวหลักที่เจ็บต้นขามาจากเกมล่าสุด รวมไปถึง ปาทริค ชิค ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว แนวรุกนำมาโดย ดีเอโก้ เปร็อตติ และ เอดิน เชโก้ หอกตัวเก่ง

ครึ่งแรกเริ่มมา 5 นาที เจ้าถิ่นทักทายก่อนเลย เอแด็น อาซาร์ จ่ายให้ อัลบาโร่ โมราต้า แปด้วยขวาบอลไปตรงตัว อลิสซอน

 

 

สิงห์รอดตัว! “อาซาร์” เหมาเบิ้ลไล่ตีเจ๊าหมาป่ากรุงโรมสุดมัน 3-3
ขยับมานาที 11 เชลซี ออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ ฮวน เฮซุส สกัดบอลไม่ดีไปเข้าทาง ดาวิด ลุยซ์ วิ่งมาปั่นด้วยขวาบอลเสียบเสาอย่างสวยงาม

ต่อมานาที 21 “สิงห์บลูส์” เกือบได้เพิ่ม ฮวน เฮซุส สกัดบอลไม่ดีไปเข้าทาง เอแด็น อาซาร์ กระชากไปซัดด้วยขวาเฉี่ยวเสาไปนิดเดียว

เกมผ่านมาครึ่งชั่วโมงเศษ โรม่า เกือบตีเสมอได้ สตรอทมัน ไหลบอลแฉลบมาถึง รัดย่า นาอิงโกลัน วิ่งมาแปมุมแคบติดเซฟ กูร์กตัวส์ หวุดหวิด

ขยับมานาที 37 เชลซี หนีเป็น 2-0 อัลบาโร่ โมราต้า ยิงจังหวะแรกบอลไปแฉลบกองหลังทีมเยือนไปเข้าทาง เอแด็น อาซาร์ แปเข้าไปไม่เหลือ

สิงห์รอดตัว! “อาซาร์” เหมาเบิ้ลไล่ตีเจ๊าหมาป่ากรุงโรมสุดมัน 3-3
แต่ท้ายครึ่งแรกนาที 40 โรม่า ไล่มาเป็น 2-1 อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ยิงด้วยซ้ายบอลไปแฉลบ คริสเตียนเซ่น เล็กน้อยเข้าประตูไปและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลังผ่านมานาที 48 เชลซี ลุ้นก่อนเลย ดาวิด ลุยซ์ อัดด้วยซ้ายโด่งข้ามคานไปไกล อีกสองนาทีต่อมา เควิน สตรอทมัน ยิงแฉลบออกหลังไป

ต่อมานาที 61 “สิงห์บลูส์’ ยังลุยต่อ เปโดร โรดริเกซ ที่ลงมาเป็นสำรองไหลมาให้ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ ส่องไกลเหินข้ามคานไป

สิงห์รอดตัว! “อาซาร์” เหมาเบิ้ลไล่ตีเจ๊าหมาป่ากรุงโรมสุดมัน 3-3
อีกสามนาทีต่อมา โรม่า ตามตีเสมอ 2-2 เฟเดริโก้ ฟาซิโอ วางบอลไปให้ เอดิน เชโก้ ฮาร์ฟวอลเลย์ด้วยซ้ายแบบไม่จับเสียบตาข่ายงามหยด

ขยับมานาที 70 โรม่า แซงนำ 3-2 อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ เปิดฟรีคิกเข้าไปให้ เอดิน เชโก้ โหม่งเข้าไปไม่เหลือและเป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้

สิงห์รอดตัว! “อาซาร์” เหมาเบิ้ลไล่ตีเจ๊าหมาป่ากรุงโรมสุดมัน 3-3
ท้ายเกมนาที 75 เจ้าถิ่นตามตีเสมอเป็น 3-3 เปโดร เปิดเข้าไปให้ เอแด็น อาซาร์ โขกเสียบมุมเข้าไปและเป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้ด้วย หลังจากนั้นทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เชลซี เปิดบ้านเสมอ โรม่า สุดมัน 3-3

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, แกรี่ เคฮิลล์ – ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า, เชส ฟาเบรกาส, ดาวิด ลุยซ์, ติเอมูเอ้ บากาโยโก้, มาร์กอส อลอนโซ่ – เอแด็น อาซาร์, อัลบาโร่ โมราต้า

สำรอง : วิลลี่ กาบาเยโร่, เคเนดี้, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, ไคล์ สกอตต์, วิลเลี่ยน, เปโดร โรดริเกซ, มิชี่ บาตชูอายี่

โรม่า : อลิสซอน – บรูโน่ เปเรส, เฟเดริโก้ ฟาซิโอ, ฮวน เชซุส, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ – รัดย่า นาอิงโกลัน, มักซิม โกนาลงส์, เควิน สตรอทมัน – เกอร์สัน, เอดิน เชโก้, ดีเอโก้ เปร็อตติ

สำรอง : ลูคัส สโกรุปสกี้, เอ็กตอร์ โมเรโน่, อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่, ดานิเอเล่ เด รอสซี่, เจนกิส อุนแดร์, สเตฟาน เอล ชาราวี

ผู้ตัดสิน : ดาเมียร์ สโคมิน่า (สโลวีเนีย)

ชุดขาวเต็มสูบ-ข่ม! “โด้” พร้อมกระชากซัด,ไก่สู้ไม่ถอย! “เคน” ลงจิก

“ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เตรียมจัดทัพเต็มอัตราศึกโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พร้องลงปิดสกอร์ เกมรับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แม้สถิติเคยพบกันก่อนหน้าเป็นรองแต่จะขอสู้โดย แฮร์รี่ เคน พร้อมลงล่าต่าข่าย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอช) คืนวันอังคารที่ 17 ต.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : บีอิน สปอร์ตส์ 1 (676), เวลา : 01.45 น.

สนาม : ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ ”ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แชมป์เก่า พาทีมออกสตาร์ตรอบแบ่งกลุ่มได้ตามมาตรฐาน หลังถล่มอาโปเอล นิโคเซีย 3-0 ในนัดแรก ก่อนอัดดอร์ทมุนด์ 3-1 ในนัด 2 ส่วนผลงานล่าสุดเบียดชนะเคตาเฟ่ 2-1 ในเกมลีก เป็นการคว้าชัย 4 นัดติด

สภาพทีมเกมนี้ ”ซิซู” มีข่าวดีเล็กน้อย เมื่อ เกย์ลอร์ นาวาส ประตูมือ 1 ที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่ารบกวนจนพลาดเกมล่าสุด กลับมาซ้อมได้และมีลุ้นคืนเสา ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็จะเป็นโอกาสของ กิโก้ กาซีย่า ต่อไป

แต่ในรายของ แกเร็ธ เบล (น่อง) และ มาเตโอ โควาซิช (เข่า) ยังชวดเหมือนเดิม รวมไปถึง ดาเนี่ยล กาบาร์ฆาล ซึ่งมีปัญหาที่หัวใจด้วย

ส่วน ราฟาแอล วาราน, ลูก้า โมดริช และ อีสโก้ ที่ได้พักในเกมล่าสุด ก็พร้อมคัมแบ็กตามปกติ ขณะที่แกนหลักประจำทีมรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ รามอส, กาเซมิโร่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม

ขณะที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เทรนเนอร์สเปอร์ส พาทีมออกสตาร์ตรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยการถล่มดอร์ทมุนด์ 3-1 ในนัดแรก ก่อนอัดอาโปเอล นิโคเซีย 3-0 ในนัด 2 ส่วนผลงานล่าสุดเบียดชนะบอร์นมัธ 1-0 ในเกมลีก เป็นการคว้าชัย 5 นัดติด

สภาพทีมเกมนี้ ”พอช” ยังไม่มี เดเล่ อัลลี่ ที่เหลือโทษแบนอีก 1 นัด แต่ก็ได้ แยน แฟร์ต็องเก้น พ้นโทษแบนกลับมา รวมไปถึง มูซ่า เดมเบเล่ ที่หายเจ็บข้อเท้าแล้ว

ส่วน เบน เดวิส ที่ป่วยจนพลาดเกมล่าสุด ยังต้องรอทดสอบความฟิต แต่โอกาสชวดสูง ขณะที่ แดนนี่ โรส (เข่า) กับ เอริค ลาเมล่า (สะโพก) แม้จะกลับมาซ้อมได้แล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาในการเรียกความฟิตอีกสักพัก เท่ากับขาดแค่ วิคเตอร์ วานยาม่า (เข่า) ที่ยังชวด

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง
เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : เกย์ลอร์ นาวาส (กิโก้ กาซีย่า) – อาชราฟ อาคิมี่, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, มาร์เซโล่ – ลูก้า โมดริช, กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – อีสโก้ – คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า
เทรนเนอร์ : ซีเนดีน ซีดาน

สเปอร์ส (3-4-2-1) : อูโก้ โยริส – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, ดาวินซอน ซานเชซ, เอริก ดายเออร์ – แซร์ช โอริเย่ร์, มูซ่า เดมเบเล่, มุสซ่า ซิสโซโก้, แยน แฟร์ต็องเก้น – คริสเตียน เอริคเซ่น, ซน ฮึง-มิน – แฮร์รี่ เคน
ผู้จัดการทีม : เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

ผู้ตัดสิน : ซีมอน มาร์ซิเนี้ยค (โปแลนด์)

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
– สเปอร์สเคยเจอกับเรอัล มาดริดในแชมเปี้ยนส์ ลีก มาหนหนึ่งตอนซีซั่น 2010/11 จบลงด้วยชัยชนะของราชัน 4-0 ที่บ้าน ในรอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก และก็บุกชนะนัดสองที่ไวท์ ฮาร์ท เลนได้ด้วย
– ขณะเดียวกันก็เคยเจอกันในยูฟ่า คัพ ปี 1984/85 รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก โดย สตีฟ เพอร์รีย์แมน ทำเข้าประตูตัวเองที่ลอนดอน และสุดท้ายมาดริดก็ชนะไปก่อนจะไปเป็นแชมป์หนแรก
– มาดริด แชมป์เก่าไม่แพ้ที่บ้านในแชมเปี้ยนส์ ลีก นับแต่แพ้มิลาน 2-3 เมื่อ 21 ตุลาคม 2009 โดยสถิติในบ้านของพวกเขานับจากนั้นคือ ชนะ 21 เสมอ 2 (กับดอร์ทมุนด์) ซึ่งถือเป็นทีมเดียวที่หลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ที่เบร์นาเบวได้
– มาดริดแพ้เพียงแค่ครั้งเดียวจาก 21 เกมหลังสุดในยุโรป นั่นคือ 1-2 ต่อแอตเลติโก มาดริด รอบรองชนะเลิศ นัดสองปีก่อน แต่สุดท้ายก็เข้าชิงด้วยประตูรวม 4-2 เป็นการชนะ 15 เสมอ 5
– นี่ถือเป็นครั้งที่สองที่เจอกับทีมจากพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ของมาดริด หลังเคยชนะปีศาจแดงในยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ที่สค็อปเย่ มาเมื่อ 8 สิงหาคม
– มาดริด สถิติในบ้านเจอกับทีมจากอังกฤษคือ ชนะ 8 เสมอ 5 แพ้ 2
– ในรอบ 21 หนที่เล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก มาดริดไม่เคยพลาดสำหรับการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย
– นี่คือเกมแรกของสเปอร์สในการเจอกับทีมจากสเปน นอกเหนือจากตอนเจอมาดริดปี 2011 ก็คือเกมแพ้ 1-2 ที่บ้านต่อเคตาเฟ่ ในยูฟ่า คัพ รอบแบ่งกลุ่มปี 2007/08
– สเปอร์สชนะแค่ 3 จาก 12 เกมเยือนยุโรปหลังสุด (เสมอ 3 แพ้ 6)

ฟ้า-ขาวหลังพิงฝา!เมสซี่นำยิงเอกวาดอร์ชี้ชะตาบอลโลก

“ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า ตกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการอดไปบอลโลก 2018 เกมนี้ดาวดังอยู่ครบ แม้ไร้ “กุน อเกวโร่” แต่ “ลีโอเนล เมสซี่” ที่จริงจังพาทีมบุกถิ่น เอกวาดอร์ เก็บสามแต้มสำคัญเพื่อโอกาสไปเวิลด์คัพรอบสุดท้ายให้จงได้ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ เช้าวันพุธที่ 11 ต.ค. เวลา : 06.30 น. (เวลาไทย)

ปรีวิวฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้
เอกวาดอร์ (8) – อาร์เจนติน่า (6)

สนาม: เอสตาดิโอ โอลิมปิโก้ อตาฮวลปา, (กีโต้, เอกวาดอร์)

“ลา ตริ” ทีมชาติเอกวาดอร์ เพิ่งบุกไปเสียท่าให้กับ ชิลี มาหวุดหวิด 1-2 ในเกมล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้ปราชัยมา 5 นัดติดต่อกันในรอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ และ 6 จาก 7 เกมหลังสุด จนหล่นมาอยู่อันดับ 8 ของตารางคะแนน มีแค่ 20 แต้ม กระเด็นตกรอบไปแล้ว

ฮอร์เก้ เซลิโก้ กุนซือวัย 53 ปี ชาวอาร์เจนไตน์ ที่เข้ามารักษาการณ์คุมทีมแทน กุสตาโว่ กวินเตโรส เมื่อกลางเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ต้องขาด มาร์กอส ไคเซโด้ กองกลางจากสโมสรบาร์เซโลน่า กวายากิล ทีมในลีกเอกวาดอร์ ที่มีอาการบาดเจ็บ ขอถอนตัวออกไป

ส่วน เฟลีเป้ ไคเซโด้ กองหน้าตัวเก่งวัย 29 ปี จากสโมสรลาซิโอ ประกาศอำลาการเล่นทีมชาติไปแล้ว รวมทั้งไม่ได้เรียกตัว ฮวน คาร์ลอส ปาเรเดส, ไฮเม่ อโยวี่ และ มีเยร์ โบลานโญส มาติดทีมชุดนี้ แต่เรียกผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาติดธงถึง 6 ราย

สภาพทีมเกมนี้ต้องขาด อันโตนิโอ วาเลนเซีย กัปตันทีมที่ติดโทษแบนจากการได้ใบเหลืองสะสมครบตามโควตาพอดี รวมไปถึง มิเชล อาร์โรโย่ กองกลางตัวรุกที่โดนใบแดงไล่ออกในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 ของเกมพ่าย ชิลี ต้องติดโทษแบน

สำหรับแดนกลางวาง อเล็กซ์ อีบาร์ร่า, เจฟเฟร์ซอน อินตรีอาโก้, เจฟเฟร์ซอน โอเรอวยล่า และ อายร์ตอน เปรเซียโด้ ลงทำเกม

คู่หน้ามี เอ็นเนร์ วาเลนเซีย ดาวยิงวัย 27 ปี จากสโมสรติเกรส ลงล่าตาข่ายร่วมกับ โรเบร์โต้ ออร์โดเญซ

 

ส่วนทีมชาติอาร์เจนติน่า ผลงานกระท่อนกระแท่นในศึกเวิลด์ คัพ 2018 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ทำได้แค่เพียงเปิดสนามลา บอมโบเนร่า เสมอกับ เปรู แบบโนสกอร์ 0-0 ทำให้เสมอมาสามนัดติดแล้ว และ 4 เกมหลังสุดไม่ชนะใครเลย มีแค่ 25 คะแนนเท่ากับ เปรู ทีมอันดับ 5 และประตูได้เสียก็เท่ากัน แต่ประตูได้ของฟ้าขาวเป็นรอง เลยรั้งแค่อันดับ 6 ของตารางเท่านั้นเอง

ฮอร์เก้ ซามปาโอลี เทรนเนอร์ของอาร์เจนติน่า ไม่ได้เรียกตัว กอนซาโล่ อิกวาอีน ศูนย์หน้าวัย 29 ปี ของยูเวนตุส แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา. อิตาลี ซีซั่นก่อน รวมไปถึง มาร์กอส โรโฮ และ รามีโร่ ฟูเนส โมรี ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่

ขณะที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ “กุน” กองหน้าจากสโมสรแมนฯซิตี้ มีอาการบาดเจ็บซี่โครงหัก หลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่อัมสเตอร์ดัม เมื่อปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

ในรายของ “เอล กุน” โดยสารแท็กซี่เพื่อจะไปสนามบินในอัมสเตอร์ดัม หลังจากไปชมคอนเสิร์ตของ มาลูม่า นักร้องชาวโคลอมเบีย แต่คนขับแท็กซี่เสียการควบคุมตัวรถ จนพุ่งเข้าชนกับเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างหน้า คาดว่าเจ้าตัวต้องพักยาว 6 สัปดาห์ เลยทีเดียว

ความพร้อมล่าสุดต้องขาด เฟร์นานโด กาโก้ กองกลางตัวรับวัย 31 ปี ที่โชคร้ายบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าขวา ในเกมเสมอ เปรู ซึ่งเขาเปลี่ยนลงมาเป็นสำรองอยู่ในสนามแค่ 6 นาที ก็ต้องเปลี่ยนออก ซึ่งผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์ ปรากฎว่า เขาต้องพักแข้งนาน 6 เดือนเลยทีเดียว

ซามปาโอลี ทำการเรียกตัวสองผู้เล่นหน้าใหม่อย่างเคร์มาน เปซเซย่า กองหลังของฟิออเรนติน่า กับ ปาโบล เปเรซ กองกลางของโบคา จูเนียร์ส เข้ามาติดธงเป็นครั้งแรก

แผงหลังวาง กาเบรียล เมร์กาโด้, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, นิโคลัส โอตาเมนดี้ และ มาร์กอส อคุณญ่า ลงประจำการ

แผงกลางให้ ลูคัส บิเกลีย ตัดเกมร่วมกับ เอ็นโซ เปเรซ เปิดทางให้ เอดูอาร์โด ซัลวิโอ, ลีโอเนล เมสซี่ (กัปตันทีม) และ อังเคล ดิ มาเรีย ปั้นเกมรุกสนับสนุน ดารีโอ เบเนเด็ตโต้ หัวหอกร่างใหญ่วัย 27 ปี ของโบคา จูเนียร์ส เข้าถล่มตาข่าย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะได้ลงสนาม
เอกวาดอร์: มาซีโม่ บานเกร่า – เปโดร เบลาสโก้, ดาริโอ ไอมาร์, โรเบิร์ต อาร์โบเลด้า, คริสเตียน รามีเรซ – อเล็กซ์ อีบาร์ร่า, เจฟเฟร์ซอน อินตรีอาโก้, เจฟเฟร์ซอน โอเรอวยล่า, อายร์ตอน เปรเซียโด้ – เอ็นเนร์ วาเลนเซีย (การ์ลอส การ์เซส), โรเบร์โต้ ออร์โดเญซ

อาร์เจนติน่า: เซร์คิโอ โรเมโร่ – กาเบรียล เมร์กาโด้, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, นิโคลัส โอตาเมนดี้, มาร์กอส อคุณญ่า – ลูคัส บิเกลีย, เอ็นโซ เปเรซ – เอดูอาร์โด ซัลวิโอ, ลีโอเนล เมสซี่ (กัปตันทีม), อังเคล ดิ มาเรีย – ดารีโอ เบเนเด็ตโต้

ผู้ตัดสิน: อันแดร์ซอน ดารอนโก้ (บราซิล)

ชานซัดเปิดซิงทีมชาติ!เบียร์ยำอาเซอร์ไบจาน5-1จดสถิติเฮรวด10นัด

เอ็มเร่ ชาน ยิงประตูแรกของตัวเองในนามทีมชาติพา “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน เปิดรังไล่ถล่ม อาเซอร์ไบจาน 5-1 คว้าแชมป์กลุ่มที่สถิติชนะ 10 นัดรวด ในศึกฟุตบอลโลก 2018 (รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม ซี) เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา

สนาม : ฟลิตซ์ วอเตอร์ สตาดิโอน

”อินทรีเหล็ก” ตีตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ได้แล้วเกมนี้ไม่มีตัวหลักหลายคนทั้ง เมซุต โอซิล, มาริโอ เกิทเซ่, ซามี่ เคดิร่า และ โทนี่ โครส เจ็บทั้งหมด แนวรุกนำมาโดย โธมัส มุลเลอร์ และ ซานโดร ว้ากเนอร์

ด้านอาเซอร์ไบจานภายใต้การคุมทีมของ โรเบิร์ต โปรซิเนชกี้ ตกรอบแน่นอนแล้ว สภาพทีมไม่มีปัญหาเพิ่มเติม หน้าเป้าวาง รามิล เซย์ดาเยฟ ล่าตาข่าย

ครึ่งแรกเริ่มมา 8 นาที เยอรมัน ออกนำ 1-0 จากจังหวะที่กองหลังทีมเยือนสกัดมาเข้าทาง เลออน โกเร็ตซ์ก้า ตอกส้นเข้าไป

ต่อมานาที 22 เจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นหลังจาก นิคลาส ซือเล่ เจ็บแล้วเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ลงมาแทน

ขยับมานาที 31 เยอรมัน น่าได้ลูกสอง โธมัส มุลเลอร์ เปิดเข้ากลางให้ ซานโดร ว้ากเนอร์ ชาร์จจ่อๆติดเซฟก่อนบอลไปชนเสาพลาดไปอย่างน่าเสียดาย

อีกสามนาทีต่อมา อาเซอร์ไบจาน ตีเสมอ 1-1 อย่างเหลือเชื่อจากจังหวะสวนกลับและเป็น รามิล เซย์ดาเยฟ โยกหลอกก่อนยิงยัดมุมแคบเข้าไป นาทีถัดมาเจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวคนที่สองหลังจาก มุสตาฟี่ เจ็บทำให้ต้องส่ง มัทธีอัส กินเทอร์ ลงมาแทน

ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก “อินทรีเหล็ก” น่าจะได้ประตูที่สอง ลีรอย ซาเน่ ได้กดด้วยซ้ายโล่งๆหลุดกรอบอย่างไม่น่าเชื่อ จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 1-1

ครึ่งหลังผ่านมานาที 54 เยอรมัน ออกนำ 2-1 ยูเลี่ยน บรันด์ท เปิดไปให้ ซานโดร ว้ากเนอร์ โหม่งบอลลอยข้ามเส้นไปแล้ว

ต่อมานาที 64 เยอรมัน หนีเป็น 3-1 โยชัว คิมมิช เปิดเข้ามาให้ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กองหลังจากเชลซีโขกเข้าประตูไป

อีกสองนาทีต่อมา “อินทรีเหล็ก” ทิ้งเป็น 4-1 ลีรอย ซาเน่ ตบเข้ากลางให้ เลออน โกเร็ตซ์ก้า วิ่งมาแปเข้าไปไม่เหลือและเป็นลูกที่สองของเขาด้วย

ท้ายเกมนาที 81 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปิดกล่อง 5-1 เอ็มเร่ ชาน ส่องไกลเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม หลังจากนั้นทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เยอรมัน เปิดบ้านถล่ม อาเซอร์ไบจาน 5-1 ทำให้พวกเขาผลงานสุดหรูชนะในรอบคัดเลือก 10 นัดรวด

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เยอรมัน : แบรนด์ เลโน่ – โยชัว คิมมิช, ชโคดราน มุสตาฟี่, นิคลาส ซือเล่ – ลาร์ส ชตินเดิ้ล, ยูเลี่ยน บรันด์ท, เอ็มเร่ ชาน, ลีรอย ซาเน่, เลออน โกเร็ตซ์ก้า – โธมัส มุลเลอร์ – ซานโดร ว้ากเนอร์

อาเซอร์ไบจาน : คามราน อกาเยฟ – มาโกเมด เมียร์ซาเบคอฟ, บาดาวี่ ฮูเซย์นอฟ, รุสลัน อบิซอฟ, ทามคิน ซาลิลซาเด้ – อัฟราน อิซไมลอฟ, ราฮิด โอเมียร์กูลิเยฟ, การา การาเยฟ, ริชาร์ด อัลเมยด้า, ยาวิด ฮูเซย์นอฟ – รามิล เซย์ดาเยฟ

ผู้ตัดสิน : อันดริส เตรย์มานิส (ลัตเวีย)